2007/Aug/23

จากที่เขียนเรื่องอัตราแลกเปลี่ยนเงินบาทในตลาดในประเทศและตลาดต่างประเทศไปแล้วนั้นก็ได้รับความสนใจจากหลายท่านที่ช่วยกรุณาเข้ามาฝากคำถามเอาไว้ทำให้ผู้เขียนมีกำลังใจในการเขียนมากก็ขอขอบคุณมาจากส่วนลึกของใจในโอกาสนี้ด้วย

สำหรับช่วงนี้ผู้เขียนติดสอบอยู่จึงยังไม่มีเวลามาอับเดรทก็ขอความกรุณาทุกท่านโปรดทนรอสักพักนึงนะครับแล้วผมสัญญากับทุกท่านว่าจะกลับมาอับเดรทความรู้และเรื่องต่างๆกับทุกท่านอย่างแน่นอนครับ

หรือถ้าหากว่าท่านใดร้อนใจหรือมีคำถามคาใจอยากให้ผมไขปัญหานั้นให้ก็ อีเมล์หาผมได้เลย sankung5@hotmail.com ยินดีไขให้ทุกปัญหาหากไม่เกินภูมิความรู้ที่มีอยู่หรือจะเป็นการส่งเมล์มานัดออน msn ก็ยินดีนะครับแต่ขอความกรุณานัดร่วงหน้าประมาณ 2-3 วันนะครับ

2007/Aug/16

ปัจจุบันการแข็งค่าขึ้นของเงินบาทนั้นมีปัจจัยจากหลายสาเหตูแตสาเหตุหนึ่งที่ส่งผลต่อการแข็งค่าขึ้นเรื่อยๆของเงินบาทนั้นก็คืออัตราแลกเปลี่ยนที่แตกต่างกันของสองตลาดคือตลาดออนชอร์และตลาดออฟชอร์

ตลาดออนชอร์(ตลาดแลกเปลี่ยนในประเทศ) 1 ดอลลาร์ แลกเงินไทยได้ 33.37 บาท

ตลาดออฟชอร์(ตลาดแลกเปลี่ยนเงินตราในต่างประเทศ) 1 ดอลลาร์ แลกเงินไทยได้ 30.15 บาท

ถ้าคิดแบบชาวบ้านเลยคือถ้าสมมุติเรามีเงิน 100 ดอลลาร์ ก็เอามาแลกเงินไทยในตลาดออนชอร์ แล้วก็เอาไปแลกเป็นดอลลาร์ในตลาดออฟชอร์เราก็มีกำไรแล้ว

ซึ่งในภาวะเช่นนี้ทำให้อุปสงค์ของเงินบาทในตลาดออนชอร์เพิ่มมากขึ้นย่อมส่งผลให้ค่าเงินบาทแข็งขึ้นด้วยและเมื่อค่าเงินในตลาดออนชอร์แข็งขึ้นในระดับใกล้เคียงกับตลาดออฟชอร์การเก็งกำไรก็จะหายไปโดยอัตโนมัติแต่จะมีผลกระทบกับพ่อค้าส่งออกมาก

เพื่อเป็นการอุมพ่อค้าส่งออก จึงควรนำมาตราการการสำรอง30%เข้ามาใช้เพื่อเป็นการชะลอการแข็งค่าของเงินบาทเนื่องจากเมื่อใช้มาตราการดังกล่าวแล้วการที่จะเก็งกำไรโดยวิธีข้างต้นนั้นก็ทำได้ยากขึ้นเนื่องจากมีต้นทุนที่สูงขึ้นในการแลกเปลี่ยนเงินดอลลาร์เป็นเงินบาท

คือ เงิน 100 ดอลลาร์สามารถแลกเป็นเงินบาทและนำออกนอกประเทศได้แค่ 70 ดอลลาร์อีก 30 ดอลลาร์ต้องสำรองไว้ในประเทศดังนั้นจึงทำให้นักลงทุนหันไปหาชื้อเงินบาทที่ตลาดออฟชอร์แทนเนื่องจากมีต้นทุนต่ำกว่า

แต่จะเกิดปัญหาความแตกต่างของอัตราแลกเปลี่ยนของทั้งสองตลาดเพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆเนื่องจากตลาดออฟชอร์มีอุปสงค์เงินบาทเพิ่มขึ้นเรื่อยๆแต่ปริมาณเงินบาทในตลาดออฟชอร์กลับลดลงเรื่อยๆทำให้ค่าเงินบาทในตลาดออฟชอร์แข็งขึ้นเรื่อยๆ

และในด้านตลาดออนชอร์นั้นจะทำให้ค่าเงินบาทอ่อนมากกว่านี้คงทำได้ยากหากพิจารณาจากปัจจัยภายนอกแล้วจะเห็นได้ว่าสามารถทำได้ดีที่สุดคือทำให้ค่าเงินบาทในตลาดออนชอร์ไม่แข็งค่ามากกว่านี้ได้แต่คงไม่นานแต่จะทำให้อ่อนกว่านี้นั้นทำได้ยากถึงแม้ว่าจะใช้มาตราการสำรอง30%แต่ว่าแรงที่มาจากภายนอกนั้นเพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆจนจะไม่สามารถต้านทานไว้ได้นั้นจะทำให้ค่าเงินบาทไม่สามรถควบคุมได้

ถ้ามองภาพรวมแล้วส่วนตัวผมเห็นว่าควรให้มีการยกเลิกมาตราการการสำรอง30%และปล่อยให้กลไกตลาดเป็นตัวแก้ปัญหาค่าเงินบาทในสองตลาดนั้นเองและเมื่อถึงจุดดุลยภาพของทั้งสองตลาดปัญหาการเก็งกำไรก็จะหายไปเองโดยอัตโนมัติส่วนปัญหาที่กระทบพ่อค้าส่งออกนั้นผมมองว่าถึงแม้ว่าจะใช้มาตราการสำรอง30%ก็ไม่ช่วยได้มากเท่าไหร่แต่จะยิ่งส่งผลให้เกิดความเสียหายมากขึ้นอีกคือหากตลาดออฟชอร์ค่าเงินบาทแข็งขึ้นก็จะส่งผลทำให้เกิดภาพลบต่อการส่งออกของไทยด้วยดังนั้นการที่ทำให้เงินไหลเข้าไหลออกง่ายขึ้นนั้นจะทำให้อัตราแลกเปลี่ยนในทั้งสองตลาดไม่แตกต่างกันมากจะทำให้ไม่เกิดการเปลี่ยนแปลงของอัตราแลกเปลี่ยนที่รุนแรงมากทำให้สามารถปรับตัวได้ง่าย


edit @ 2007/08/27 13:54:32

2007/Jul/22

อุปสงค์(demand)

อุปสงค์ คือปริมาณความต้องการเสนอซื้อสินค้า ณ ระดับราคาต่างๆในเวลาหนึ่ง โดยมีอำนาจซึ้อสนับสนุน

ฟังก์ชันอุปสงค์ Qx = f(Px,Y,Py,T,POP,Sea...)

โดยที่ Qx = ปริมาณเสนอซื้อสินค้า X

Px = ราคาสินค้า X

Py = ราคาสินค้า Y ที่เกี่ยวข้องกับสินค้า X

Y = รายได้ของผู้บริโภค

T= รสนิยมของผู้บริโภค

pop = จำนวนประชากร

Sea = ฤดูกาล

สมการอุปสงค์ Qx = a - bPx

อธิบายตัวแปรจากสมการ

- Qx หมายถึง ปริมาณสินค้าX ซึ่งเป็นตัวแปรตาม

- Px หมายถึง ราคาสินค้าX ซึ่งเป็นตัวแปรอิสร (independent variable)จะเป็นตัวกำหนดตัวแปรตามให้เปลี่ยนแปลงในทางเดียวกันหรือตรงกันข้าม

- ค่า a คือ จุดตัดแกน Q (ปริมาณ)แสดงปริมาณสินค้าที่ผู้บริโภคต้องการเมื่อราคาเป็นศูนย์

-ค่า b คือค่าความชันของเส้นอุปสงค์ (Slope = /\Q /QP)ซึ่งมีค่าเป็นลบแสดงถึงความต้องการซื้อสินค้าและบริการจะเปลี่ยนแปลงไปในทางตรงกันข้าม

ประเภทอุปสงค์

1. อุปสงค์ต่อราคา (price Demand)

ฟังก์ชัน คือ Qdx = f(Px)

ความสัมพันธ์แปรผกผันกัน คือ

ถ้า Px เพิ่มทำให้ Qxลดลง และ ถ้า Px ลดลง ทำให้ Qx เพิ่มขึ้น

สมการ คือ Qx = a - bPx

2. อุปสงค์ต่อรายได้ (Income demand)

ฟังก์ชัน คือ Qd = f(Y)

ความสัมพันธ์ระว่างรายได้กับปริมาณการซื้อสินค้าขึ้นอยู่กับลักษณะของสินค้า

2.1 สินค้าปกติ (Normal goods)

ความสัมพันธ์จะผันแปรในทางเดียวกัน คือ

กำหนดให้ P คงที่ ถ้า Y เพิ่ม จะส่งผลให้ Qd เพิ่มขึ้น และ ถ้า Y ลดลง ส่งผลให้ Qd ลดลง

จากความสัมพันธ์ดังกล่าวเขียนเป็นสมการได้ดังนี้

สมการอุปสงค์ต่อรายได้ กรณีสินค้าปกติ Qd = a + bY

a คือ จุดตัดแกนรายได้

b คือ ค่าความชันของเส้นอุปสงค์

Y คือ รายได้

Qd คือ ปริมาณความต้องการซื้อสินค้า

2.2 สินค้าด้อยคุณภาพ

ความสัมพันธ์จะผันแปรในทางตรงกันข้าม คือ

กำหนดให้ P คงที่ ถ้า Y เพิ่มขึ้น จะส่งผลให้ Qd ลดลง และ ถ้า Y ลดลง จะส่งผลให้ Qd เพิ่มขึ้น

เขียนสมการได้ว่า Qd = a - bY

3. อุปสงค์ต่อราคาสินค้าชนิดอื่น

ฟังก์ชัน คือ Qdb = f(Pa)

ความสัมพันธ์ขึ้นอยู่กับลักษณะของสินค้าว่าเกี่ยวข้องกันอย่างไร

3.1 สินค้าที่ใช้ประกอบกัน (Complementary goods)

ความสัมพันธ์จะแปรผกผันกัน คือ

กำหนดให้สินค้า a และสินค้า b เป็นสินค้าที่ใช้ประกอบกัน

ถ้า Pa เพิ่มขึ้น ในขณะที่ Pb คงที่ จะส่งผลให้ Qdb ลดลงตาม Qda ไปด้วย

ถ้า Pa ลดลง ในขณะที่ Pb คงที่ จะส่งผลให้ Qdb เพิ่มขึ้นตาม Qda ไปด้วย

เขียนเป็นสมการได้ว่า Qdb = a - bPa

3.2 สินค้าที่ใช้ทดแทนกันได้ (Substitute goods)

ความสัมพันธ์จะผันแปรในทางเดียวกันกับราคาของสินค้าอีกชนิดหนึ่ง คือ

กำหนดให้สินค้าa และสินค้าb เป็นสินค้าที่ใช้ทดแทนกัน

ถ้าPa เพิ่มขึ้น จะทำให้Qda ลดลง ในขณะที่Pb คงที่ จะส่งผลให้Qdb เพิ่มขึ้น

ถ้าPa ลดลง จะทำให้Qdaเพิ่มขึ้น ในขณะที่Pb คงที่ จะส่งผลให้Qdb ลดลง

เขียนสมการได้ว่า Qdb = a + bPa

แสดงความคิดเห็นเพิ่มเติมเกี่ยวกับบล็อกด้วยขอบคุณ